Who's Online

เรามี 13 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
Ulti Clocks content

ลิฟต์ DDSI แกลอรี่

Picture 144.jpg
สวนผลไม้กับไม้เศรษฐกิจประยุกตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงแบบชุนชนคนอยู่กับป่า‏

alt

 

สวนผลไม้กับไม้เศรษฐกิจประยุกตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงแบบชุนชน‏

ที่มาของไม้เศรษฐกิจ ไม้กฤษณา,ไม้ตะกู,ไม้สัก,ไม้มะค่า,ไม้แดง,ไม้พยุง,ไม้เนื้ออ่อน  และไม้อื่นๆตามความเจริญเติบตามพื้นที่ภูมิประเทศ

 

 

 

ที่มาของไม้ตะกูหรือไม้อื่นๆ

เป็นไม้ที่กรมป่าไม้จัดอยู่ในประเภท ไม้โตเร็ว และสามารถเติบโตได้ดีในหลายสภาพดินฟ้าอากาศ จึงพบอยู่ในหลายพื้นที่ทั้งภาคเหนือ ภาคกลางและภาคอีสาน เป็นไม้เนื้อแข็ง เนื้อไม้ละเอียด มีความแข็งแรงทนทาน เนื้อไม้มีความเหนียวไม่แตกหักง่าย ขึ้นรูปง่าย มีคุณสมบัติป้องกันแมลง,มอด,ปลวก จึงเป็นที่นิยมนำมาสร้างบ้าน ทำไม้พื้น ไม้กระดาน โดยส่วนประกอบอื้นๆ เหมาะสำหรับทำเฟอร์นิเจอร์,เครื่องเรือน,เครื่องใช้ภายในบ้าน เพราะง่ายต่อการแปรรูป

วัตถุประสงค์และการดำเนินงาน

การดำเนินงานธุรกิจสวนผลไม้กับไม้เศรษฐกิจอย่างเช่น,ไม้กฤษณา,ไม้ตะกู อื่นๆ เนื่องจากในปัจจุบันสถานการณ์การขาดแคลนไม้ทั้งในเมืองไทยและตลาดโลกทวีความรุ่นแรงขึ้นเรื่อยๆสาเหตุมาจากการใช้ไม้จำนวนมหาศาลของประชากรโลกที่เพิ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้มีการตัดไม้ธรรมชาติขยายพื้นที่การตัดไม้ธรรมบุครุกเขตพื้นที่ป่า เพื่อนำมาสนองความต้องการ  เมื่อถึงจุดวิกฤติ หลายประเทศได้มีการห้ามตัดไม้ธรรมชาติเพื่อนำมาใช้งาน ทางออกของการแก้ปัญหา ที่จะตอบสนองอุปสงค์และอุปทาน จำนวนมหาสารเหล่านี้ จึงมีอยู่ทางเดียวคือการปลูกไม้ทดแทนและปลูกแบบผสมผสาน เพื่อไม่ให้เกิดช่องวางของป่าต้นน้ำ หรือการทำลายป่าอย่างสิ้นเชิงและการบุกรุกเขตพื้นที่ป่าสงวน เพื่อขยายพื้นที่การปลูก  เนื่องจากในส่วนที่ดำเนินการ คือ ............ ถูกกันพื้นที่ออกจากเขตพื้นที่ป่าสงวนโดยกรมป่าไม้ออกเป็นพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมเนื่องจากมีประชากรอาศัยอยู่และทำการเกษตรคือแบบไร่เลื่อนลอยและได้เปลี่ยนเป็นพืชสวนคือสวนผลไม้ยืนต้น อย่างเช่น ส้ม ,ทุเรียน ,ลำไย เป็นต้น จึงเกิดภาวะของราคาผลไม้ที่ตกต่ำ พื้นที่ป่าลดลง การลักลอบตัดไม้ทำลายป่าและเพิ่มพื้นที่การปลูกผลไม้ จึงคิดที่จะปลูกไม้เศรษฐกิจแซมสวนผลไม้เพื่อเป็นทางเลือกของรายได้ไม่รอความหวังจากผลผลิตเชิงเดี่ยว เพราะเป็นราคาที่ไม่แน่นอน  จึงมีการศึกษาและเสาะแสวงหาพันธุ์ไม้โตเร็วพันธุ์ไม้เศรษฐกิจของโลก ที่มีศักยภาพในการเจริญเติบโตได้ดี ที่เหมาะกับภูมิประเทศและสภาพอากาศในประเทศนั้นๆโดยเนื้อไม้ต้องตอบสนองความต้องการทางเศรษฐกิจ จึงเป็นพันธุ์ไม้เศรษฐกิจที่ควรปลูกช่วยสร้างพื้นที่สีเขียวอนุรักษ์พันธุ์ไม้ที่มีค่า
- ช่วยลดการตัดไม้ทำลายป่า
- สร้างโอกาสให้ทุกท่านได้สร้างกำไรจากไม้เศรษฐกิจ
- ทำให้เกิดการจ้างงาน  และเงินทุนหมุนเวียนในชนบท
- เพิ่มมูลค่าสินค้า  และการส่งออก
- นำเงินตราต่างประเทศเข้าไทย  เพื่อช่วยเศรษฐกิจของประเทศ

ข้อมูลการปลูกพืช

สภาพพื้นที่  ส่วนใหญ่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ พื้นที่ราบมีน้อยส่วนใหญ่ก็จะเป็นที่ราดชัน เกษตรกรมักจะเข้าไปบุกรุกที่ทำกินและไม่มีสิทธิที่ดินทำกินพื้นที่ทางตอนใต้ตอนกลางจะเป็นพื้นที่ราบใช้ ทำนา   ทำไร่ ส่วนพื้นที่ทางตอนบนจะปลูกไม้ผล เช่น ส้มเขียวหวาน  ลางสาด  ลองกอง  ทุเรียน และมะม่วง เป็นต้น

ประโยชน์ของไม้กฤษณา

"ไม้กฤษณา” เป็นตำนานที่กล่าวขวัญกันมาช้านาน ทั้งในฐานะ “ของที่มีค่าหายาก” เป็นที่ต้องการของสังคมชั้นสูงทั่วโลกและ “ราคาแพงดั่งทองคำ” ควบคู่กับประวัติของพระพุทธเจ้า ประโยชน์ของไม้กฤษณาในด้านของผู้ใช้ ซึ่งในด้านอื่นๆอีกหลายอย่างที่นำไม้กฤษณาไปทำส่วนประกอบของยา เครื่องสำอาง ทำน้ำหอม ตลอดจนถึงกากของ ไม้หอมที่ต้มกลั่นเอาน้ำมันแล้ว ยังสามารถนำมาสกัดเอาน้ำมัน สตีม และใช้ทำกำยาน และธูปหอม ได้อีกในส่วนของยอดอ่อนของใบกฤษณามีการนำมาตากแห้งและคั่วทำเป็นชาสมุนไพร ดื่มบำรุงหัวใจ ให้ประโยชน์ในรูปของเครื่องดื่ม ในเมืองจีนตอนนี้มีการคิดค้นเอาใบกฤษณาสกัดทำยาสมุนไพร ไม้กฤษณา จึงเป็นไม้ที่มีประโยชน์มากมาย มหาศาล มีราคาถ้ามีแก่นภายใน เพราะแก่นไม้เราขายได้ราคาแพง แต่ถ้าเฉพาะเนื้อไม้ขาวๆ เอามาใช้ประโยชน์ได้ไม่มากนัก เปลือกของต้นไม้กฤษณานำมาทำเชือกได้ดี       ในส่วนของเนื้อไม้กฤษณาที่มีแก่นน้ำมัน นำมาจุดเผาบนเตาเฉพาะ สูดดมควันหอมเป็นยาบำรุงหัวใจ ควันจากการเผาไม้กฤษณาจะไม่แสบตาและให้กลิ่นหอมติดผิวกายและติดเสื้อผ้ายาวนาน ในวัฒนธรรมของชาวอาหรับ นิยมที่จะต้อนรับ แขกผู้มาเยือนด้วยการจุดไม้หอมกฤษณา ต้อนรับถือเป็นการให้เกียรติแขกอย่างสูง ในส่วนราชการของประเทศซาอุดิอาระเบีย ในแผนกต้อนรับจะมีเจ้าหน้าที่พิเศษ สองคน คนหนึ่งจะถือเตาเผาไม้หอมเดินนำหน้าแขก เชิญเข้าที่นั่งและให้รมควันไม้หอมทุกคน ส่วนคนที่สองคือเจ้าหน้าที่รินกาแฟอาหรับ สำหรับแขกทุกคน ถือเป็นธรรมเนียมการต้อนรับอย่างเป็นทางการ ซึ่งหน่วยงานของรัฐจะมีแผนกจัดซื้อไม้หอม และน้ำมันหอม เพื่อใช้ในพิธีและใช้เป็นของที่ระลึกให้แก่แขกที่มาเยือน นี่เป็นส่วนหนึ่งของผู้ซื้อที่มีกำลังซื้อมหาศาลและยังต้องซื้ออยู่ตลอดไป ตราบใดยังมีประเทศและวัฒนธรรมนี้อยู่

ทางด้านการบริหารธุรกิจเป็นแบบเศรษฐกิจพอเพียง

PLAN กำหนดแผนงานอย่างชัดเจน

DO   เตรียมคนและสภาพแวดล้อมที่เอื้อกับการเปลี่ยนแปลง

ACTJUST   ปรับปรุง

แก้ไข

วิจัยพัฒนา

CHECK   วินิจฉัยผลที่ได้จากการประเมิน

ภาวะผู้นำแบบพอเพียง การพัฒนาตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง คือ การพัฒนาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของทางสายกลางและความไม่ประมาท โดยคำนึงถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ตลอดจนใช้ความรู้ ความรอบคอบ และคุณธรรม ประกอบการตัดสินใจ และการกระทำ

ความพอประมาณ ความพอดี ที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไปโดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เช่น การผลิตและการบริโภค ที่อยู่ในระดับพอประมาณ อย่างเช่น เพาะต้นกล้าหรือซื้อต้นกล้าโดยใช้ทุนหมุนเวียนจากรายได้ที่เราได้รับโดยที่ไม่ไปกู้หนี้ในจำนวนมากๆ

ความมีเหตุผล การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียงนั้น จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้นๆอย่างรอบคอบ อย่างเช่นดำเนินงานโดยไม่ประมาณ หาข้อมูลให้แน่ชัดในสิ่งที่เราจะทำ รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นอย่างมีความรู้

ความมีภูมิคุ้มกัน มีสติ โปร่งใส่ บริหารความเสี่ยง ปลูกพืชพันธุ์ไม้ที่ให้ผลทั้งระยะสั้นระยะกลางระยะยาวผลตอบแทบที่สามารถเลี้ยงกิจการที่ทำโดยที่ไม่สร้างหนี้เพิ่มเติมและสามารถจัดการกับหนี้ที่มีอยู่ และตรวจสอบได้ในการดำเนินงาน

ความรอบรู้และสามารถแสวงหาความรู้ พัฒนาทักษะ ต้องรู้ในสิ่งที่เราทำอย่างละเอียดและรอบคอบทั้งในประเทศและต่างประเทศและต้องหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสอม และพัฒนาทักษะตัวเองและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน

ความมีคุณธรรม ชื่อสัตย์  สุจริต ยุติธรรม ไม่เอาเปรียบผู้อื่นทั้งทางตรงและทางอ้อม ซื้อขายอย่างตรงไปตรงมาตรวจสอบได้ ไม่โกรงผู้อื่นและตัวเอง

การดำเนินงาน

เนื้อที่ในการปลูกจำนวน  5-50  ไร่

แบ่งเป็นพื้นที่สวนผลไม้ในการปลูก  40% ไร่ ประกอบด้วย ทุเรียน,ลองกอง,กล้วย,มะม่วงและผลไม้อื่นๆ

อีก 40%  ไร่  ประกอบด้วย ไม้เศรษฐกิจจำพวก ไม้กฤษณา,ไม้ตะกู,ไม้สัก,ไม้มะค่าและไม้อื่นๆ

อีก 20%  ไร่ ประกอบด้วยที่กักเก็บน้ำ

ระยะเริ่มต้น ทำการปลูกไม้เศรษฐกิจแซมพื้นที่สวนโดยใช้ไม้กฤษณาเป็นหลัก และขยายต้นกล้า

ระยะยาว เป็นแหล่งผลิตไม้กฤษณารับซื้อไม้กฤษณาแปรรูปไม้กฤษณาและแปรรูปไม้เศรษฐกิจ เพื่อบริโภคภายในประเทศและส่งออกต่างประเทศ

ทางด้านการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ

ทิศทางไม้เศรษฐกิจของไทยในทศวรรษนี้

นายวุฒิพงศ์  ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี บรรยายพิเศษเรื่อง “ทิศทางไม้เศรษฐกิจของไทยในทศวรรษนี้ ในงานประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2551 ของสมาคมไทยพัฒนาการปลูกป่าเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมป่าไม้” ณ ห้องประชุมคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2551 นายวุฒิพงศ์  ฉายแสง กล่าวว่า การปลูกป่าเศรษฐกิจ ต้องมีการรณรงค์กันอย่างจริงจัง โดยกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีนโยบายส่งเสริมให้นำการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ มาใช้ในการพัฒนาประเทศ และมีการเตรียมแผนในการเขียนเรื่องเกี่ยวกับ 25 ลุ่มน้ำ ว่าป่าอนุรักษ์ที่มีอยู่นั้นควรจะมีป่าเศรษฐกิจจำนวนเท่าไหร่ โดยต้องร่วมมือกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้ที่มีความรู้เรื่องป่าไม้ นักกฎหมาย นักวิทยาศาสตร์ในการศึกษาเรื่องระบบฝน แผนที่ ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน ในปีที่ผ่านมา ประเทศญี่ปุ่นและเยอรมัน ได้ค้นพบกระบวนการที่ทำให้ได้น้ำมันดิบจากพืช และเครื่องจักรในการผลิตของญี่ปุ่นก็ไม่ซับซ้อนมากนัก ประเทศไทยอาจนำมาศึกษา และประยุกต์เองได้ แม้จะต้องลงทุนสูง หรือคืนทุนช้า แต่ผลพลอยได้คือ ประเทศไทยจะไม่ต้องขาดดุลการค้าให้กับต่างชาติ และจะช่วยลดปัญหาการเผาป่า   โดยพยายามปลูกป่าเศรษฐกิจล้อมป่าอนุรักษ์ไว้ นอกจากนี้ คนไทยเริ่มศึกษาวิธีการเปลี่ยนโครงสร้างไม้ให้ทนมอด แมลง และเชื้อราได้ ดังนั้นจะต้องมีการศึกษาเรื่องไม้อย่างจริงจัง ทั้งพันธุ์ไม้ และวิธีการปลูกให้ต้นไม้โตเร็ว มีมวลมาก รวมทั้งปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอดีตและที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต โดยกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ จะส่งเสริมงานวิจัยเพื่อใช้ในการพัฒนาประเทศ และผู้ที่มีความรู้ในเรื่องป่าไม้ต้องมีส่วนในการออกความคิด ในฐานะผู้ปฏิบัติ

คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ร่วมกับกรมป่าไม้ ทำการศึกษา การเกิดกฤษณา ซึ่งผลจากการศึกษาครั้งนี้ได้ผลออกมาแตกต่างจากการศึกษา ของนักวิจัยจากประเทศต่าง ๆ ที่ผ่านมาโดยสิ้นเชิง ผลการศึกษาพบว่า การสร้างกฤษณาเป็นกระบวนการรักษาบาดแผลของต้นกฤษณา เชื้อรา ไม่ได้เป็นตัวการที่สำคัญ แต่ตัวการอะไรก็ตามที่ทำให้เนื้อไม้ของ ต้นกฤษณา เป็นแผลได้จะกระตุ้นให้ต้นกฤษณาสร้างกฤษณาใต้บาดแผลสารเคมี ที่เกี่ยวข้อง กับการสร้างกฤษณาจะส่งมาบริเวณบาดแผลและ ปรากฏให้เห็น เป็นสีน้ำตาลอ่อน ๆ ภายใน 2 วัน สีน้ำตาลจะเข็มขึ้นเป็น สีน้ำตาลเข้ม ภายในเวลา 1 เดือน แต่ยังไม่ให้กลิ่นหอมหรือมีกลิ่นเพียงจาง ๆ เมื่อถูกเผา เมื่อบาดแผลมีอายุประมาณ 3 เดือน มีการสะสมกฤษณาใต้บาดแผลมากขึ้น และเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแก่ มีกลิ่นแรงเมื่อเผาการสะสมกฤษณายังคงมีอยู่ ตลอดเวลา เมื่ออายุของ

แผลเพิ่มมากขึ้นและเมื่อบาดแผลมีอายุประมาณ 8 เดือน – 1 ปี กฤษณา ที่สะสมจะมีสีน้ำตาลดำ หรือเกือบดำ จัดได้ว่าเป็น กฤษณาเกรด 1 แต่อย่างไรก็ตามกฤษณาที่เกิดขึ้นนี้จะปรากฏเพียงเป็น แถบแคบๆ กว้าง 1 – 2 มิลลิเมตร การใช้สารเคมีบางอย่างทาแผลที่ทำขึ้นผล ที่ได้แสดงแนวโน้มว่า มีการสะสมกฤษณาเป็นแถบกว้างขึ้น ซึ่งคณะผู้วิจัยกำลัง พยายามศึกษาต่อไป เพื่อสามารถกระตุ้นให้มีการสร้างกฤษณา ได้มากกว่าที่ เป็นอยู่ การทดลองตอกตะปู เพื่อกระตุ้น ให้เกิดเชื้อราสร้างกฤษณา กฤษณาสามารถ สร้างขึ้นได้ในต้นที่มีอายุต่างๆ ในต้นที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเล็กกว่า 10 เซนติเมตร จนถึงขนาดใหญ่มาก ๆ และมีอายุมากเท่าไรก็ได้ แต่อย่างไรก็ตาม จากการศึกษากับต้นกฤษณาที่มีอายุ 1 ปี 6 เดือน ไม่สามารถตรวจสอบ กลิ่นกฤษณาจากบาดแผลที่ทำขึ้นได้ ซึ่งแสดงว่าในต้นกฤษณาที่มีอายุน้อย มากๆ การกระตุ้นจะไม่ประสบผลสำเร็จ

ในปัจจุบันสถานการณ์การขาดแคลนไม้ทั้งในเมืองไทยและตลาดโลกทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ สาเหตุมาจากการใช้ไม้จำนวนมหาศาลของประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้มีการตัดไม้ธรรมชาติเพื่อนำมาสนองความต้องการ จนเมื่อมาถึงจุดวิกฤติ หลายประเทศได้มีการห้ามตัดไม้ธรรมชาติเพื่อนำมาใช้งาน ทางออกของการแก้ปัญหาที่จะตอบสนองอุปสงค์จำนวนมหาศาลเหล่านี้จึงมีอยู่ทางเดียวคือการปลูกไม้ขึ้นเองเพื่อใช้งาน จึงมีการศึกษาและเสาะแสวงหาพันธุ์ไม้โตเร็วที่มีศักยภาพในการเจริญเติบโตได้ดี ที่เหมาะกับภูมิประเทศและสภาพอากาศในประเทศนั้นๆ โดยเนื้อไม้ต้องสามารถตอบสนองความต้องการทางเศรษฐกิจได้ ต้นตะกูจึงได้กลายมาเป็นไม้เศรษฐกิจที่ควรปลูก

การดำเนินงานขยายพันธุ์และการปลูก

ระยะเริ่มต้น จำนวนต้นพันธุ์ไม้กฤษณา จำนวนต้นพันธุ์ไม้อื้นๆ  จำนวน  ..... ต้น เพื่อปลูกในแปลงของตัวเอง  แล้วขายพันธุ์ไม้กฤษณาโดยการใช้ความเข้าใจในการปลูกพันธุ์ไม้กฤษณาและพันธุ์ไม้อื่นๆ

การขยายพันธุ์ ไม้กฤษณามีวิธีต่างๆ ดังนี้

1.การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด

2. การขยายพันธุ์โดยการเพาะชำ

3.การขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

การปลูกไม้กฤษณาและไม้เศรษฐกิจแปรรูปแบบสวนป่าและผลไม้
ปัจจุบันเกษตรกรปลูกกฤษณากันไม่น้อย ซึ่งสายพันธุ์ของกฤษณาที่พบในเมืองไทยนั้น มี 3 ชนิด คือ

ชนิดแรก Aquilaria Pierre พบทางป่าดิบแล้งภาคเหนือ

ชนิดที่สองคือ Aquilaria malaccensis พบมากทางภาคใต้ของไทย

ชนิดสุดท้าย Aquilaria subintegra พบมากทางภาคตะวันออก
การปลูกไม้กฤษณา ไม้กฤษณาเป็นไม้ในป่าเมืองร้อนที่ปลูกง่าย ปลูกได้ในดินหลายชนิด ทั้งดินเหนียว ดินร่วน และดินร่วนปนทราย ฯลฯ และปลูกได้ทุกภาคของประเทศไทย มีอัตราการเจริญเติบโตเร็ว และสม่ำเสมอ จึงมีอายุยืนยาวหลายสิบปี เนื่องมาจากพันธ์กฤษณาได้มาจากการเพาะเมล็ด จึงมีระบบรากแก้วลึกลงไปในแนวดิ่ง มีรากแขนงและรากฝอยหาอาหารในระดับผิดดินดี พันธ์ไม้กฤษณาที่ปลูกควรมีความสูง 50 – 80 เซนติเมตรขึ้นไปหรือมีอายุอย่างน้อย 8 เดือน ถึง 1 ปี

การปลูกกฤษณาเป็นไม้แซมสวนป่า มีแนวโน้มว่าจะปลูกได้ดีกว่าการปลูก เป็นไม้เบิกนำ เพราะกฤษณาชอบความชุ่มชื้นสูง มีเอกชนรายหนึ่ง ปลูกกฤษณาเป็นไม้เบิกนำ และปลูกเป็นพืชชนิดเดียวแบบแปลงปลูกสัก เริ่มปลูกตั้งแต่ต้นฤดูฝน กฤษณาอยู่ได้ระยะหนึ่ง ก็ค่อย ๆ โทรมลง อาจเป็นเพราะโดนทั้งแดดและลมตลอดเวลา รวมทั้งระบบรากที่ปลูกใหม่ ยังไม่แข็งแรงเพียงพอ อาจปลูกแซมอยู่ในสวนป่าที่ปลูกชิด ในระยะแรก เช่น 2 เมตร หรือปลูกกล้วยน้ำว้าเป็นพืชพี่เลี้ยง แซมลงไปเพื่อให้มีรายได้ในช่วง 2-3 ปีแรก

ผลงานวิจัยกฤษณา ของวิทยาเขตจันทบุรี

กฤษณา เป็นไม้หอมที่มีคุณค่าสูง ผู้คนจึงใฝ่หา เมื่อครั้งอดีตที่ป่าไม้อุดมสมบูรณ์ พบประชากรของต้นกฤษณากระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย แต่ปัจจุบันพบกฤษณาอยู่เฉพาะเขตหวงห้าม

กระนั้นก็ตาม ยามใดที่เจ้าหน้าที่เผลอ กลิ่นของเขาที่นำมาเปลี่ยนเป็นเงินได้ จะยั่วยวนชวนให้คนบางกลุ่มเสาะหามาทำประโยชน์ส่วนตนโดยทั่วไปแล้วกฤษณา เป็นไม้เนื้ออ่อนสีขาวนวล เมื่อเกิดบาดแผล เกิดการชอกช้ำที่เนื้อไม้ จะมีการหลั่งสารพวกชันหรือเรซิ่น เข้ามาสะสมที่เนื้อไม้รอบๆ แผล เมื่อเวลานานขึ้น การสะสมสารจะมีจำนวนมาก จนเปลี่ยนเนื้อไม้จากสีขาว เป็นสีน้ำตาลถึงสีน้ำตาลเข้ม เนื้อไม้ที่ผิดปกตินี้เรียกว่า "กฤษณา" เนื้อไม้บางส่วนที่คุณภาไม่ดี สามารถกลั่นให้เป็นน้ำมันหอมระเหยการใช้ประโยชน์ของกฤษณานั้น ชาวตะวันออกกลางนิยมนำเนื้อไม้มาเผา ให้มีกลิ่นหอม ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ส่วนน้ำมันหอมระเหยก็ใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง

งานวิจัยที่วิทยาเขตจันทบุรี

การได้มาซึ่งกฤษณานั้น เดิมทีเก็บตามป่าเขา จากนั้นก็ขยับไปนำมาจากเพื่อนบ้าน เช่น ลาว กัมพูชา

หลังๆ จึงมีการเพาะปลูกต้นขึ้นมาใหม่ ซึ่งกระแสร้อนแรงไม่น้อย เนื่องจากมีการบอกเล่าถึงเรื่องผลตอบแทนที่ค่อนข้างสูงสิ่งที่เป็นคำถามตามมาเกี่ยวกับกฤษณาคือเรื่องของสายพันธุ์ การดูแลรักษา การทำให้ได้มาซึ่งน้ำมันหอมระเหย รวมถึงแก่นสิ่งเหล่านี้ ถึงแม้จะมีการบอกเล่าระดับหนึ่ง แต่บางแง่มุมยังถือว่าเป็นปริศนา

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตจันทบุรี โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์เสวก พงษ์สำราญ ผู้ช่วยอธิการบดี ได้วิจัยเกี่ยวกับเรื่องกฤษณาขึ้นมา นอกจากอาจารย์เสวกแล้ว ผู้ร่วมวิจัยประกอบด้วย อาจารย์มาโนชญ์ กูลพฤกษี และ อาจารย์สมหวัง วิเชียรฉันท์ วิทยาเขตจันทบุรี ตั้งอยู่ที่ตำบลพลวง กิ่งอำเภอคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี ที่ตั้งของวิทยาเขต ถือว่าเป็นถิ่นเก่าของกฤษณา และเข้าใจว่า เทือกเขาคิชฌกูฏที่เป็นฉากหลังของวิทยาเขต ก็น่าจะยังมีประชากรของกฤษณาหลงเหลืออยู่ไม่มากก็น้อย

ตั้งแต่เริ่มงานวิจัย จนถึงปัจจุบัน กินเวลากว่า 10 ปี ระยะแรกงานวิจัยเป็นเรื่องของการปลูก ดูแลรักษา หลังๆ จึงมีการวิจัยเพื่อให้ได้น้ำมันหอมระเหยและแก่นไม้มีผู้คนสนใจงานวิจัยของวิทยาเขตไม่น้อย การเผยแพร่ก็มีมาอย่างต่อเนื่องหลายๆ รูปแบบ ในฐานะที่เป็นสถาบันทางการศึกษา การเผยแพร่และบอกเล่าข้อมูล จึงทำอย่างตรงไปตรงมา มีความชัดเจน ทั้งนี้เพราะวิทยาเขตไม่ได้เป็นผู้ขายต้นพันธุ์ ไม่ได้จำหน่ายผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการทำให้เกิดสารอาจารย์เสวกบอกว่า เริ่มแรกสงสัยกันว่า ปลูกกฤษณาร่วมกับยางพาราดีไหม เนื่องจากว่า เกษตรกรทำสวนยางพารา ปลูกไม้ผลกันมาก หากปลูกแซมกันได้ก็จะช่วยให้เกษตรกรมีทางเลือกมากขึ้นเมื่อปลูกไประยะหนึ่ง ทำให้ทราบว่า หากปลูกกฤษณาผสมผสานกับยางพารา ณ จุดเริ่มต้นเท่ากัน หมายถึงขนาดและอายุของต้นใกล้เคียงกัน กฤษณาและยางพาราเติบโตไปด้วยกันได้ดี แต่หากยางพาราอายุ 5-6 ปี หรือยางพาราที่ต้นมีขนาดกรีดได้แล้ว แต่ปลูกกฤษณาแซมลงไป การเจริญเติบโตไม่ดี

 

ระยะกลาง การทำให้เกิดสารกฤษณาจากไม้ที่ปลูก เมื่อไม้ที่ปลูกอายุ  4 ปี

ไม้กฤษณาเป็นไม้ที่มีประโยชน์ในทุกส่วนของต้น
1. ลำต้น,ราก

-   สามารถนำไปต้มกลั่นเป็นน้ำมันได้ ซึ่งราคาขายปัจจุบัน 1 แบน (375ซีซี) ละประมาณ 150,000 - 170,000 บาท หรือถ้าคุณภาพดีราคาแบนละประมาณ 300,000 บาท
-   น้ำมันใช้เป็นส่วนผสมหัวน้ำหอมคุณภาพดี
-   ใช้เป็นส่วนผสมของยารักษาโรค
-  กากที่เหลือจากการกลั่น นำไปทำเป็นธูปหอมและยาหอมได้
2. เปลือก มีความเหนียวมาก
-  เปลือกด้านนอก ใช้ทำผงธูปป้องกันยุง
-  เปลือกชั้นกลาง ใช้ทำเครื่องจักรสาน เช่น หมวก กระเป๋า
-  เปลือกชั้นใน ใช้ทอเสื้อผ้า ทำเยื่อกระดาษ
3.ใบ
-  ใช้เป็นส่วนผสมยาแผนโบราณและแผนปัจจุบันของจีน
-  ใช้แทนสี เป็นการผสมผงธูปให้เป็นสีเขียว
-  เป็นส่วนผสมของยารักษาโรคตำรับจีนโบราณ
4. เมล็ด
-  สามารถนำมาสกัดเป็นน้ำมันได้ ซึ่งในเมล็ดไม้หอมมีน้ำมันเป็นจำนวนมาก
5. กิ่ง
-  กิ่งขนาดใหญ่ สามารถนำมาไสกบ ทำดอกไม้จันทร์ใช้ในพิธีงานศพ หรือ กี่งเล็ก ความยาว
5ซม. มัดรวมกัน เพื่อใช้ในพิธีเผาศพของศาสนาพราหมณ์ ฮินดู

ทางด้านการตลาดของผู้บริโภค

จัดแบ่งได้  5 กลุ่มตามลักษณะการใช้ประโยชน์ดังนี้
1.กลุ่มอาหรับ หรือ กลุ่มผู้ผลิตน้ำมันรวมทั้งประเทศที่นับถือศาสนาอิสลามทั่วโลกกลุ่มนี้จะใช้น้ำมันกฤษณา              ในการป้องกันไรแดงทะเลทราย และใช้กลิ่นกำยานจากการเผาไม้หอมเพื่อต้อนรับแขก
2. กลุ่มชาวจีน รวมทั้งจีนแผ่นดินใหญ่ และไต้หวัน ซึ่งมีพลเมืองพันกว่าล้านคน ใช้ไม้ในการผลิตยาทั้งแผนโบราณและแผนปัจจุบัน และผลิตธูป

3. กลุ่มยุโรปและตะวันตก เช่น ฝรั่งเศส อิตาลี เยอรมัน สหรัฐอเมริกา ฯลฯ ใช้น้ำมันกฤษณา ทำเป็นส่วนผสมน้ำหอมราคาแพง

4. กลุ่มญี่ปุ่น ใช้น้ำมันกฤษณาเป็นตัวยารักษามะเร็งในลำไส้ และกระเพาะอาหาร และใช้ในธุรกิจสปา

5. กลุ่มอินเดีย ผู้นับถือศาสนา พราหมณ์ ฮินดู เช่น อินเดีย ปากีสถาน ฯลฯ จะใช้กฤษณาในพิธีกรรมทางศาสนาและเพื่อสร้างอารมณ์สุนทรีย์

 

ตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ

การบริโภคกฤษณามีในรูปแบบซื้อเป็นเนื้อไม้กฤษณาที่มีสาร ยิ่งดำยิ่งมีน้ำมัน ยิ่งเป็นชิ้นเดียวใหญ่ก็ยิ่งแพง ชิ้นใหญ่ ๆ แพงๆ นั้นเศรษฐีจะซื้อไปใช้ประดับในวังของต่าง ๆ ในประเทศเจ้าของบ่อน้ำมัน แต่ไม้กฤษณาชิ้นเล็ก ๆ จะใช้ซอยละเอียดและเผาให้มีกลิ่นหอมในวังสำหรับแขกสำคัญ ส่วนชิ้นไม้ที่มีน้ำมันกฤษณาน้อยจะขายเข้าโรงงาน หรือสกัดเอาน้ำมันหอมระเหยออกมา ราคาซื้อขายลิตรละหลายแสนบาทจนเกินล้านบาท
น้ำมันหอมระเหยจากกฤษณาจะถูกขายต่อไปถึงผู้ทำน้ำหอม จะใช้เพียงเล็กน้อยก็ปรุงแต่งน้ำหอมธรรมดาให้ดีขึ้น นอกจากนี้กฤษณายังใช้ปรุงแต่งน้ำหอมต่าง ๆ ขายกันทั่วโลก ถ้าผู้หญิงพร้อมใจกันเลิกใช้น้ำหอม จึงจะทำให้กฤษณาขายได้น้อยลง

 

ราคาขายของเนื้อไม้กฤษณา

เกรด 1

ชาวบ้านเรียกว่า ไม้ลูกแก่น มีน้ำมันกฤษณาสะสมอยู่เป็น จำนวนมาก กระจายอยู่ทั่วเนื้อไม้ ทำให้มีสีดำ มีราคาแพงมากประมาณ 15,000-20,000 บาทต่อกิโลกรัม มีน้ำหนักเป็น 1.01 เท่าของน้ำ หนักกว่าน้ำ จึงจมน้ำ

 

เกรด 2

มีกลิ่นหอมและน้ำมันสะสมรองจากเกรด 1 สีจะจางออกทาง น้ำตาล มีราคาประมาณ 8,000-10,000 บาทต่อกิโลกรัม มีน้ำหนัก เบากว่าน้ำ

เกรด 3

มีกลิ่นหอมและน้ำมันสะสมรองจากเกรด 2 มีราคาประมาณ 1,000-1,500 บาทต่อกิโลกรัม มีน้ำหนักเป็น 0.62 เท่าของน้ำ เบากว่าน้ำ จึงลอยน้ำ

เกรด 4

มีกลิ่นหอมและน้ำมันสะสมอยู่น้อย ใช้กลั่นน้ำมันหอมระเหย มีราคาประมาณ 400-600 บาทต่อกิโลกรัม มีน้ำหนักประมาณ 0.39 เท่าของน้ำ จึงลอยน้ำ ชนิดนี้ ชาวบ้านจะเรียกว่าไม้ปาก ส่วนเนื้อไม้ปกติที่ไม่มีกฤษณาสะสมอยู่ จะมีน้ำหนักเพียง 0.3 เท่าของน้ำ

ระยะยาว

เป็นสวนป่าสวนผสมที่สมบูรณ์ที่มีพันธุ์ไม้เศรษฐกิจที่หลากหลายเมื่อทำการตัดอย่างใดอย่างหนึ่งก็มีพันธุ์ไม้ที่ทดแทน เพราะไม้แต่ละอย่างจะให้ผลผลิตที่แตกต่างกันและหรือห้ามไม่ได้กับการใช้ทรัพยากรที่จำเป็นต่อชีวิตหรือใช้ในชีวิตประจำวัน จึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะให้ป่าไม้ยังคงอยู่กับเราหรือป่าอยู่กับชุมชนและหยุดการบุครุกป่าสงวนที่มี่พื้นที่อย่างชัดเจน เป็นการปลูกพันธุ์ไม้ที่หาอยากและจำเป็นต่อกลุ่มอาหรับ หรือ กลุ่มผู้ผลิตน้ำมันรวมทั้งประเทศที่นับถือศาสนาอิสลามทั่วโลกกลุ่มนี้จะใช้น้ำมันกฤษณา  ในการป้องกันไรแดงทะเลทราย และใช้กลิ่นกำยานจากการเผาไม้หอมเพื่อต้อนรับแขกทวีป  จึงเป็นประโยชน์ทั้งเพิ่มพื้นป่าและเป็นรายได้ของชุมชนป่า เราซื้อน้ำมันจากใต้ดินเราก็ขายน้ำมันจากบนดินจากทรัพยากรที่มีอยู่ของเรา

ระยะเวลาคืนทุน

ระยะเวลาคืนทุน  4 – 6  ปี

1 - 3 ปี จะได้จากพืชล้มลุก อย่างเช่น  กล้วย,ข่า,ตะไคร้และอื่นๆ

4 - 6 ปี จะได้จากพืชไม้ผลจำพวกทุเรียน,ลองกอง,มะม่วง,มะนาวและไม้ผลอื่นๆตามความเจริญเติบโตตามพื้นที่

6 - 8 ปี จะได้จากไม้เศรษฐกิจโตเร็วจำพวกตะกู,ไม้ยาง,ไม้เนื้ออ่อนต่างๆและไม้อื่นๆตามความเจริญเติบโตตามพื้นที่

6 - 12 ปี จะได้จากไม้ กฤษณา

12 -15 ปี ขึ้นไปจะได้จากไม้สัก,ไม้มะค่า,ไม้พยุงและไม้อื่นๆตามความเจริญเติบโตตามพื้นที่

 

หมายเหตุ การดำเนินงานต้องอยู่ภายใต้กฏหมายข้อกำหนด (เนื่องจากพืชบางอย่างต้นไม้บางอย่างและเขตพื้นที่มีข้อจำกัดทางด้านกฏหมายและข้อกำหนด ต้องได้รับการสนันสนุนจากภาครัฐและเอกชน ภาครัฐต้องจำกัดพื้นที่ให้ชัดเจน ป่าสงวน ป่าส่งเสริม ป่าชมชุนและส่งเสริมอย่างจริงจังและตรวจสอบได้ด้วยเทคโนโลยี้สมัยใหม่แสดงต่อสาธารชนได้...เมื่อทำการตัดก็ต้องมีการปลูกเพิ่มเติมปรับเปลี่ยนการปลูกเป็นแบบสวนผสมส่วนป่าและผลไม้เพื่อเป็นทางเลือกและเพิ่มพื้นที่ป่า คนอยู่กับป่า ป่าป้องกันคนสร้างสมดุล


 
Joomla Templates by Joomlashack